รสชาติของมาเก๊า 

"รสชาติของ มาเก๊า" 
 
มาเก๊าในยามวิกาล ไม่มีเค้าลางความน่ากลัว ถนนหนทางสว่างไสวไปด้วยแสงไฟรายทาง และแสงไฟทั้งนอกและในร้านรวงที่ตั้งอยู่อย่างหนาแน่นในเมืองนี้
 

 
ในยามเช้า ณ จัตุรัสเซนาโด้สแควร์ ม้านั่งที่วางรายรอบถูกจับจองโดยเหล่าอากง อาม่า ที่ออกมานั่งผึ่งแดด 
ส่วนคนต่างถิ่น นักท่องเที่ยวนักเดินทาง ยังดูบางตา เพราะส่วนใหญ่ยังคงเสี่ยงโชคตามคาสิโน หรือบ้างยังอยู่ในนิทรา
 
 
ถนนที่ปูกระเบื้องคล้ายงานศิลปะชิ้นเอกของมาเก๊า ยังไม่ค่อยมีใครมาจับจองพื้นที่ ลอนคลื่นของกระเบื้องที่ชาวมาเก๊าเปรียบเปรยว่าเหมือนท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ ดูแล้วสบายตาพอกับการได้มองคลื่นในผืนทะเล
สิ่งแต่งเติมให้เซนาโด้สแควร์น่ายลยิ่งขึ้นคงเป็นอาคารสไตล์ยุโรปสีลูกกวาดที่รายล้อมอยู่ ร้านแบรนด์เนม ร้านแผงลอยเฟอร์นิเจอร์โบราณ อัญมณี เครื่องประดับ ร้านของที่ระลึกและร้านอาหาร ใจกลางจัตุรัสเซนาโด้สแควร์ มีโบสถ์ที่ถูกยกว่ามีศิลปกรรมทางศาสนาที่งดงามที่สุด คือโบสถ์เซนต์ดอมินิค ที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลและบารอค สวยงามลงตัว เดินเท้าไปตามถนนแคบๆ ไม่นานก็จะเห็นโบสถ์เซ้นต์ปอล ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองมาเก๊า ถ้าหากไม่ถูกไฟไหม้ บางทีอาจได้เห็นความงดงามอย่างสมบูรณ์แบบ ขนาดเหลือเพียงประตูหน้าและบันได ยังสร้างความรู้สึกน่าทึ่งให้กับผู้มาเยือนได้ สมัยก่อนโบสถ์แห่งนี้เคยเป็นโรงเรียนสอนศาสนาแห่งแรกของชาวตะวันตก ปัจจุบันองค์การยูเนสโกได้จัดให้ขึ้นเป็นมรดกโลกแล้ว
 
 
ด้านหลังประตูโบสถ์ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศาสนา เพื่อรวบรวมภาพเขียนและจัดแสดงอุปกรณ์ที่ใช้
ในพิธีการททางศาสนา มีหลุมฝังศพของบาทหลวง วาลิคนาโน ผู้ก่อตั้งและโครงกระดูกชาวคริสต์ญี่ปุ่น และชาวเวียดนามที่เสียชีวิตเมื่อคราวที่เกิดไฟไหม้ ในอดีตมาเก๊าเป็นแค่หมู่บ้านเกษตรกรรมและการประมงเล็กๆ มีแค่ชาวจีนกวางตุ้งและฟูเจี้ยนเข้ามาตั้งรกราก แต่ในช่วงศตวรรษที่ 16 พ่อค้าชาวโปรตุเกสหลายคนได้เข้าบุกเบิกในทวีปเอเชีย โดยเดินทางมาถึงช่องแคบมะละกา โดยมีผู้ร่วมการเดินทางคนสำคัญมาด้วย นั่นคือ วาสโก ดา กามา ต่อมา จอร์จ อัลวาเรส เป็นชาวโปรตุเกส คนแรกที่ได้เดินทางมาถึงดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล และได้ติดต่อทำการค้ากับจีน ความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนและโปรตุเกสจึงเริ่มขึ้น ว่ากันว่าโปรตุเกสปฎิบัติต่อมาเก๊าคล้ายเป็นจังหนึ่งของโปรตุเกส แม้ว่าจะมีการแต่งตั้งข้าหลวงใหญ่เข้ามาปกครอง แต่ชาวมาเก๊าก็ได้รับสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียม ยุตธรรม ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านสถาปัตยกรรมศิลปวัฒนธรรมเยี่ยงตะวันตก ถูกถ่ายทอดผ่านตึกรามบ้านช่อง ถนนสายคดเคี้ยวที่ปูด้วยกระเบื้องและหิน มรดกตกทอดที่โปรตุเกสทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ถูกผสมผสานกลมกลืนกับศิลปวัฒนธรรมแบบตะวันออกและตะวันตก ยังคงสถิตอยู่มาเก๊าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คงเพราะแบบนี้ มาเก๊าจึงถูกกล่าวขานว่า ยุโรปใจกลางเอเชีย
 
มาถึงตรงนี้หลายคนคงเคยได้ลิ้มลองขนมที่ชื่อว่า ทาร์ตไข่ เป็นขนมที่ขึ้นชื่อและมีต้นกำเนิดอยู่ที่
มาเก๊า ใครอยากชิมต้นตำรับต้องไปที่ร้าน Lord Stow’s Bakery บนเกาะโคโลอาน แต่ถ้าไม่อยากไปไกลขนาดนั้นก็ขอแนะนำที่ร้าน Magaret’s Café Nata รสชาติอร่อยไม่แพ้กัน อยู่ใกล้ย่านเซนาโด้
 
 
จากนั้นเดินตรงไปเรื่อยๆ หันหน้าเข้าหาสี่แยกแทปเซก จะมองเห็นย่านที่เป็นที่ตั้งของอาคารงดงามแนวนีโอคลาสสิค แต่งแต้มไว้ด้วยสีแดง สีเหลืองและสีดำ ซึ่งสีนี้เป็นสีประจำเมืองมาเก๊าในอดีต บางคนอยากสัมผัสบรรยากาศพาโนรามาของมาเก๊า ก็ไปที่มาเก๊าทาวเวอร์ ที่มีความสูงถึง 338 เมตรเป็นที่ถูกใจของนักท่องโลกหลายคนที่ชอบความหวาดเสียว ปีนขึ้นบนจุดสูงสุดของหอคอย
 
 
เมื่อออกจากย่านแทปเซกเดินมาตามถนน Ruada Felicidade จะมีร้านรวงเล็กๆรายทางเรียกร้องความสนใจจากคนสัญจรได้อย่างดี ไม่ว่าท่านจะอยาก จิบ ชา กาแฟ หรืออยากได้ของที่ระลึกฝากคนทางบ้านก็ได้ตามใจชอบ ถนนแห่งนี้เคยศูนย์รวมความบันเทิงยามราตรีของชาวมาเก๊า ถึงขนาดเรียกกันว่าเป็นถนนแห่งความสำราญ อีกในหนึ่งก็สะท้องถึงวัฒนธรรมที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมาเก๊า บ้านเรือนโบราณสีแดง ถูกอนุรักษ์ไว้ให้ผู้มาเยือนได้ยลความงดงาม ใกล้ๆกันเป็นโบสถ์เซนต์ออกัสติน โรงละครเปโดร ห้องสมุด โรงเรียนสอนศาสนา โบสถ์เซนต์โจเซฟ และทำเนียบรัฐบาลที่เป็นสีชมพูสวยสด
 

 
แหล่งอ้างอิง : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 มกราคม 2556
เรื่อง : กาญจนา หงษ์ทอง